การเลือก Database Server ระหว่าง MySQL และ MariaDB เป็นคำถามที่พบบ่อยในงานระบบ โดยเฉพาะสายเว็บ (PHP/Node.js), ระบบองค์กร, และงานที่ต้องการความเสถียรสูง เพราะทั้งสองตัว “หน้าตาคล้ายกันมาก” ใช้คำสั่ง SQL ใกล้เคียงกัน แต่มี ทิศทางพัฒนา ฟีเจอร์ ความเข้ากันได้ และแนวทางสนับสนุน ที่ต่างกันพอสมควร การตัดสินใจที่ดีจึงควรยึดจาก “เป้าหมายงานจริง” มากกว่ายึดตามความคุ้นเคย โดยพอสรุปได้ดังนี้
1) ภาพรวม: MySQL vs MariaDB คืออะไร
-
MySQL: พัฒนาโดย Oracle มีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนสำหรับระบบองค์กร มีรุ่น Community และ Enterprise (มีบริการซัพพอร์ตเชิงพาณิชย์)
-
MariaDB: เป็นโฟร์ก (fork) ที่เริ่มโดยทีมผู้สร้าง MySQL เดิม เน้นความเป็นโอเพนซอร์สและเพิ่มฟีเจอร์เร็ว มีการพัฒนาอิสระจาก MySQL
สรุปสั้น ๆ: ถ้าต้องการ “อยู่กับมาตรฐาน Oracle/MySQL ecosystem” → MySQL
ถ้าต้องการ “โอเพนซอร์สจัด ฟีเจอร์หลากหลาย และมีทางเลือกสูง” → MariaDB
2) ความเข้ากันได้ (Compatibility) ที่คนมักพลาด
ในอดีต MariaDB “แทบแทน MySQL ได้ทันที” แต่ปัจจุบัน เริ่มมีความต่างมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะ
-
เวอร์ชันโปรโตคอล/ฟีเจอร์ บางส่วนไม่ตรงกัน
-
บางแอป/ปลั๊กอิน/ไดรเวอร์ “ระบุชัด” ว่ารองรับ MySQL เวอร์ชันใด (เช่น MySQL 8.x) แต่ไม่ได้ทดสอบกับ MariaDB รุ่นใหม่
-
งานย้ายระบบ (migration) จึงควรทดสอบจริง โดยเฉพาะระบบที่ใช้ ORM หนัก ๆ หรือใช้ SQL ขั้นสูง
แนวปฏิบัติ
-
ถ้าเป็นระบบใหม่และต้องใช้บริการ/เครื่องมือที่ระบุ “MySQL 8 เท่านั้น” ให้เอนเอียงไป MySQL
-
ถ้าเป็นระบบเว็บทั่วไป CRUD + Index + Replication ธรรมดา MariaDB มักใช้งานได้สบาย
3) ฟีเจอร์เด่นและแนวทางพัฒนา
MySQL (จุดแข็งที่พบบ่อยในองค์กร)
-
Ecosystem และเครื่องมือสาย Oracle แน่น
-
MySQL 8 มีความสามารถด้าน SQL สมัยใหม่ (เช่น window functions) และปรับปรุง optimizer ต่อเนื่อง
-
เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ “ซัพพอร์ตเชิงพาณิชย์แบบ vendor เดียว”
MariaDB (จุดแข็งที่เด่นในงานระบบจริง)
-
มักเพิ่มความสามารถใหม่เร็วและหลากหลาย
-
ตัวเลือก storage engine และความยืดหยุ่นสูงกว่าในหลายกรณี
-
ในบางสายงาน MariaDB + Galera (คลัสเตอร์) เป็นชุดที่นิยมเพราะตั้งค่า HA ได้ค่อนข้างคล่อง
หมายเหตุเชิงปฏิบัติ: หากเป้าหมายคือ “High Availability แบบ multi-master” หลายทีมจะพิจารณา MariaDB/Galera เป็นตัวเลือกหลักได้เลย (แต่ต้องออกแบบแอปให้รับมือ write conflict ด้วย)
4) ประสิทธิภาพและเสถียรภาพ: เลือกจาก “รูปแบบโหลด”
แล้ว “ตัวไหนเร็วกว่า” ตอบแบบตายตัวไม่ได้ ให้ใช้หลักนี้แทน
-
งานอ่านเยอะ (Read-heavy): ทั้งคู่ทำได้ดี หากทำ Index/Query/Cache ถูกต้อง
-
งานเขียนหนัก (Write-heavy): โครงสร้างตาราง, ดัชนี, transaction และการจูนค่า buffer สำคัญกว่าชื่อค่าย
-
งานพร้อมกัน สูง (High concurrency): การตั้งค่า connection, thread, buffer, และการออกแบบ query มีผลมาก
คำแนะนำเชิงระบบ
-
ก่อนสรุปว่า DB “ช้า” ให้เช็ค 3 อย่างนี้ก่อนเสมอ
-
Index ถูกต้องหรือยัง
-
Query มีการสแกนทั้งตาราง (full scan) หรือไม่
-
RAM/IOPS เพียงพอหรือไม่ (โดยเฉพาะ VM/Storage)
-
5) การสนับสนุน (Support) และความเสี่ยงระยะยาว
-
ถ้าคุณอยู่ในองค์กรที่ต้องการ vendor support แบบ SLA ชัดเจน: MySQL (โดยเฉพาะสาย Enterprise) จะตอบโจทย์กว่า
-
ถ้าองค์กรเน้นโอเพนซอร์สและมีทีมดูแลเอง: MariaDB เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและยืดหยุ่น
แนวคิดที่ใช้ตัดสินใจได้ดี
-
“ระบบสำคัญระดับองค์กร + ต้องอิงเอกสาร/การรับรองของ vendor” → MySQL
-
“ระบบเว็บ/บริการภายใน/งานวิจัย/งานสเกลกลาง + ทีมดูแลเอง” → MariaDB
6) แนะนำตามสถานการณ์ใช้งาน (Decision Cheatsheet)
เลือก MySQL เมื่อ
-
ใช้ซอฟต์แวร์ที่ระบุชัดว่ารองรับ MySQL 8.x และต้องการความชัวร์ด้าน compatibility
-
ต้องการแนวทางองค์กร/การซัพพอร์ตเชิงพาณิชย์
-
มีทีม/เครื่องมือที่ผูกกับ MySQL ecosystem อยู่แล้ว
เลือก MariaDB เมื่อ
-
ต้องการโอเพนซอร์สเต็มรูปแบบ และอยากได้ความยืดหยุ่น
-
วางแผนทำ HA/Cluster แบบ Galera และต้องการโซลูชันที่ทีมโอเพนซอร์สนิยมใช้
-
เป็นงานเว็บทั่วไป/ระบบข้อมูลภายใน ที่ต้องการความคุ้มค่าและดูแลง่าย
สรุป
MySQL และ MariaDB “ดีทั้งคู่” แต่ต่างกันที่ ทิศทางพัฒนา ความเข้ากันได้กับซอฟต์แวร์ภายนอก และรูปแบบการซัพพอร์ต หากคุณต้องการความชัวร์กับระบบที่อ้างอิง MySQL 8.x หรืออยู่ในบริบทองค์กรที่ต้องการ vendor support ให้เอนเอียงไป MySQL แต่ถ้าคุณเน้นโอเพนซอร์ส ความยืดหยุ่น และต้องการตัวเลือกด้านคลัสเตอร์/HA ที่นิยมในสายระบบ ให้พิจารณา MariaDB เป็นหลัก
—
เขียนและรวบรวมโดย
ฝ่ายวิชาการซิสแอดมินโนว์เลจ
https://www.sysadmin.in.th
19 January 2026
