การเลือก Web Server ไม่ใช่แค่ “ตัวไหนดัง” หรือ “ตัวไหนเร็วกว่า” แต่คือการเลือก “สถาปัตยกรรมการทำงาน” ให้เหมาะกับรูปแบบทราฟฟิก แอปพลิเคชัน ทีมงาน และแผนการขยายระบบในอนาคต ระหว่าง Apache และ Nginx ทั้งคู่เป็นตัวเลือกที่แข็งแรง ใช้จริงในงาน Production มายาวนาน แต่มี “จุดเด่นคนละแบบ” ถ้าเลือกให้ถูก งานจะนิ่งขึ้น เร็วขึ้น และดูแลง่ายขึ้นอย่างชัดเจน
Apache vs Nginx ต่างกันตรงไหน
1) สถาปัตยกรรมการทำงาน
Apache
-
เด่นเรื่องความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการใช้โมดูลจำนวนมาก
-
รูปแบบการจัดการการเชื่อมต่อ (ขึ้นกับ MPM) เช่น prefork/worker/event
-
เหมาะกับงานที่ต้องพึ่งพาการตั้งค่าแบบ “กระจายอยู่ในแต่ละโฟลเดอร์” ผ่าน
.htaccess
Nginx
-
เด่นเรื่องประสิทธิภาพกับงานทราฟฟิกสูง เพราะใช้แนวคิด event-driven (จัดการ connection จำนวนมากได้ดี)
-
ทำหน้าที่ Reverse Proxy / Load Balancer / Static file server ได้ยอดเยี่ยม
-
ไม่มี
.htaccess(ตั้งค่ากลาง) ทำให้คุมมาตรฐานง่ายและลด overhead แต่ต้องมีสิทธิ์แก้ config ของเซิร์ฟเวอร์
สรุปภาพรวม: ถ้าระบบต้องรับการเชื่อมต่อจำนวนมากหรือทำ Reverse Proxy หลายบริการ Nginx จะได้เปรียบมาก ส่วน Apache จะได้เปรียบเมื่อองค์กรต้องพึ่ง .htaccess หรือโมดูลเฉพาะจำนวนมาก
2) ความเหมาะสมกับ “ไฟล์ Static” และ “งาน Dynamic”
Static (รูปภาพ, CSS, JS, ไฟล์ดาวน์โหลด)
-
Nginx มักทำได้ลื่นกว่า โดยเฉพาะเมื่อไฟล์เยอะ ทราฟฟิกสูง
Dynamic (PHP/Framework/ระบบหลังบ้าน)
-
ทั้งสองทำได้ดี แต่แนวทางนิยมในงานจริงคือ
-
Nginx + PHP-FPM (มาตรฐานยอดนิยม)
-
Apache + PHP (mod_php หรือ PHP-FPM ผ่าน proxy_fcgi)
-
แนวคิดที่แนะนำ
-
ถ้าระบบเป็น CMS/เว็บทั่วไป: Nginx + PHP-FPM มักให้ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูง
-
ถ้าต้องพึ่ง
.htaccessหนัก ๆ: Apache จะ “จบงานเร็วกว่า” เพราะไม่ต้องย้ายกฎ rewrite ทั้งหมด
3) .htaccess: จุดชี้ขาดของหลายองค์กร
Apache รองรับ .htaccess
-
ทีม/ผู้ดูแลเว็บจำนวนมากคุ้นเคย
-
เหมาะกับ shared hosting หรือระบบที่ต้องให้สิทธิ์แต่ละเว็บปรับกฎเอง
Nginx ไม่รองรับ .htaccess
-
ทุกอย่างต้องไปอยู่ใน server config
-
เหมาะกับองค์กรที่ต้องการมาตรฐานเดียว ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่า “กระจัดกระจาย”
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
-
ถ้าคุณดูแลหลายเว็บหลายทีมและควบคุมมาตรฐานยาก → Nginx จะคุมง่ายกว่า
-
ถ้าคุณรับช่วงเว็บเก่าที่เต็มไปด้วย
.htaccessและอยาก “ย้ายแบบไม่ปวดหัว” → Apache จะเหมาะกว่า
4) Reverse Proxy / Load Balancing / Microservices
ตรงนี้ Nginx เด่นมาก
-
ทำ Reverse Proxy หน้า Node.js, Python, Go, Java ได้คล่อง
-
วางหน้า service หลายตัวได้สะดวก
-
เหมาะกับสถาปัตยกรรมแบบแยกบริการ (microservices) หรือมี API หลายชุด
Apache ก็ทำได้ แต่โดยภาพรวม Nginx ถูกเลือกเป็น front reverse proxy บ่อยกว่าในงานยุคใหม่
5) ความง่ายในการดูแลและย้ายระบบ
-
Apache: คนคุ้นเยอะ คู่มือเยอะ องค์กรเก่าใช้เยอะ และ
.htaccessช่วยให้เว็บย้ายง่ายในบางกรณี -
Nginx: โครงสร้าง config เป็นระบบดี เหมาะกับงาน DevOps/Infra-as-code และระบบที่ต้องการ performance+มาตรฐาน
แนวทางเลือกให้เหมาะกับงาน (เลือกตามโจทย์จริง)
เลือก Apache เมื่อ…
-
เว็บเดิมมี
.htaccessเยอะ (WordPress/legacy CMS/เว็บรับจ้างหลายเจ้า) -
ต้องใช้โมดูล Apache เฉพาะทาง หรือระบบผูกกับ Apache มานาน
-
โจทย์เป็น shared hosting/ต้องให้ผู้ใช้ปรับกฎระดับไดเรกทอรีเอง
-
ทีมงานถนัด Apache และต้องการลดความเสี่ยงจากการย้าย config
เลือก Nginx เมื่อ…
-
ทราฟฟิกสูง หรือมี concurrent connections เยอะ (เว็บข่าว, แคมเปญ, API หนัก)
-
ต้องทำ Reverse Proxy หน้าแอปหลายตัว (Node.js / Python / container)
-
เน้นเสิร์ฟ static หนัก ๆ หรือมี CDN/Cache layer
-
ต้องการ config กลางแบบมาตรฐาน ใช้ Git/CI/CD จัดการ config ได้ง่าย
แนวทางในงาน Production: “ใช้คู่กัน”
หลายระบบเลือก “เอาทั้งสองแบบ” เพื่อใช้จุดแข็งร่วมกัน เช่น
-
Nginx (Front): SSL/TLS, HTTP/2/3 (ตามความสามารถที่เปิดใช้), Reverse Proxy, Cache, Rate limit
-
Apache (Back): รันเว็บที่ยังต้องพึ่ง
.htaccessหรือโมดูลเฉพาะ
ถ้าคุณมีเว็บเก่าและเว็บใหม่อยู่ร่วมกัน นี่เป็นทางออกที่ “คุ้มและปลอดภัย” มาก
สรุป
-
Apache เหมาะกับระบบที่ต้องการความยืดหยุ่นระดับไดเรกทอรี ใช้
.htaccessหนัก หรือสภาพแวดล้อมแบบ shared/legacy -
Nginx เหมาะกับระบบยุคใหม่ที่ต้องรับโหลดสูง ทำ Reverse Proxy/Load Balancing และต้องการมาตรฐานการตั้งค่าแบบศูนย์กลาง
-
ในงานจริง ใช้ร่วมกัน เป็นทางเลือกที่พบได้บ่อย เพราะทำให้ได้ทั้งความเร็วและความเข้ากันได้กับระบบเดิม
—
เขียนและรวบรวมโดย
ฝ่ายวิชาการซิสแอดมินโนว์เลจ
https://www.sysadmin.in.th
12 January 2026

